คนที่ไม่รู้ในเรื่องใดๆ ย่อมไม่รักในสิ่งใดๆ.
คนที่ทำสิ่งใดไม่เป็น ย่อมไม่อาจเข้าใจในสิ่งนั้นได้.
คนที่ไม่เข้าใจสิ่งใดๆ ย่อมไร้ค่า.
แต่คนที่เข้าใจ ย่อมรักได้ ย่อมสังเกตได้ และเห็นได้
- Paracelsus
คนส่วนมากมักคิดว่า จะทำยังไง "ให้คนอื่นรัก" มากกว่า จะทำยังไง "ให้รักคนอื่น"
ผลคือ ผู้ชายจึงมักทำตัวเองให้ประสบความสำเร็จทางด้านฐานะ
ส่วนผู้หญิง ก็คือ ทำตัวเองให้สวย หุ่นดี และแต่งตัว
ทั้งหมดนี้ เพื่อให้ตัวเองดูน่าสนใจ
ปัญหาก็คือ เรามองความรัก แบบเดียวกับที่เรามอง วัตถุ ...
อาจารย์ประมวล เพ็งจันทร์ ให้ความเห็นเหมือน Erich Fromm
อาจเป็นเพราะปัจจุบันเราอยู่ใน ‘สังคมตลาด’ ที่มีการแลกเปลี่ยนกันตลอดเวลา สิ่งนั้นจะต้องมีค่าในสายตาของสังคม มันได้หล่อหลอมให้เราอยู่ในสังคมที่แม้กระทั่งคนรักก็มีการต่อรองจากกันและกัน ว่าทำไมเขาถึงทำแบบนี้ ไม่ทำแบบนั้น ก็ทำให้เราผิดหวัง มันเป็นความคิดที่ตั้งอยู่บนความรู้สึกว่าเราต้องได้รับอะไรจากใคร สุดท้ายเราจึงไม่สามารถสัมผัสความรักที่แท้จริงได้เลย
เราแสวงว่าคู่ชีวิต แบบเดียวกับที่แสวงหาเครื่องมือเครื่องใช้ในชีวิต เขาต้องมาสนองตอบความอยากหรือความต้องการของเรา ถ้าใช้ไม่ได้ก็ .. ทิ้ง แล้วก็ซื้อใหม่!
แต่คู่ชีวิต เราต้องตั้งความปรารถนาใหม่ ไม่ใช่ว่า เราจะมีคู่ชีวิตที่ดี แต่ เราจะเป็นคู่ชีวิตที่ดี เราจะใช้คู่ชีวิตนี้ ให้เราเป็นคู่ชีวิตที่ดี ทุกครั้งเราจะไม่ตำหนิติโทษคนอื่น แต่เราจะหันกลับมามองตนเองว่า เราขาดพร่องอะไรไปบ้าง
เราไม่สามารถบอกได้ว่า เขามีความรักให้เราไหม แต่เราสามารถบอกได้ว่า เรามีความรักให้ และคล้ายๆคำสอนหลวงพ่อ ถ้าเรามีความรู้สึกตำหนิคนอื่น นั่นแปลว่า เรายังดีไม่มากพอ
...
ความเท่าเทียม ไม่ได้แปลว่า เหมือนกัน แต่มันแปลว่า ลักษณะเฉพาะ เราต้องเข้าใจว่าคนเราทุกคนย่อมแตกต่างกัน นึกถึงคำพูดของ Kahlil Gibran
No human relation gives one possession in another—every two souls are absolutely different.
ความรัก คือ การให้ ไม่ใช่ การได้ และไม่ใช่การแลกเปลี่ยน ให้ในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงสิ่งของ แต่หมายถึง การให้ความเข้าใจ ให้ความสุขสบายใจ ให้ความสนใจ ความเอาใจใส่ ความรับผิดชอบ ความเคารพ ให้ความรู้ อะไรก็ตามที่เกี่ยวกับความเป็นไปของชีวิต

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น