วันศุกร์ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2564

ความคิดที่ 16 : ให้อภัยตนเอง

ให้อภัยตนเอง


สิ่งที่เราไม่พอใจอยู่นี้ เพราะคนอื่นทำให้เราไม่พอใจบ้าง ไม่ทำตามความต้องการของเราบ้าง

เพราะอะไร เพราะเขารักตัวเขา เขาก็ไม่มีความต้องการจะทำเพื่อเรา

และที่เราเรียกร้องกับคนอื่นอยู่นี้เพราะอะไร ก็เพราะว่าเรารักตนเอง เช่นกัน


นตฺถิ อตฺตสมํ เปมํ “ความรักอื่น เสมอด้วยตน ไม่มี”


ทีนี้ เวลาที่คนอื่นทำให้เราไม่พอใจ เราก็ให้อภัยคนอื่นได้ เสมอมา

แต่กับคนเอง ที่เรารักมากที่สุด ทำไมจะให้อภัยตนเองไม่ได้

ถ้ากล่าวว่า เรารักตนเองจริง เราก็ควรปล่อยความคิดที่เกาะเกี่ยวให้เป็นทุกข์ทิ้งไปเสีย


นี่คือการให้อภัยตนเอง นี่คือการรักตนเอง 

วันศุกร์ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2564

ความคิดที่ 15 : ชีวิตมีไว้ให้ยอมรับ

โทรศัพท์ยังดังขึ้นมาไม่ขาดสาย เพื่อโฆษณาชี้ชวนว่าเราจะมีทรัพย์สินเงินทองยิ่งๆขึ้นไป


โลก ที่หล่อหลอมให้เราสะสม 

 . . . สะสมเงินทอง ชื่อเสียง อำนาจ ความสำเร็จ?

ยิ่ง สะสม ก็ ยิ่ง หนัก

ตรงกันข้าม

เมื่อใดที่ได้สละออก จิตกลับเบา ใจกลับสบาย


ปรัชญา

วันอังคารที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2564

ความคิดที่ 14 : ความรัก

คนที่ไม่รู้ในเรื่องใดๆ ย่อมไม่รักในสิ่งใดๆ.

คนที่ทำสิ่งใดไม่เป็น ย่อมไม่อาจเข้าใจในสิ่งนั้นได้.

คนที่ไม่เข้าใจสิ่งใดๆ ย่อมไร้ค่า. 

แต่คนที่เข้าใจ ย่อมรักได้ ย่อมสังเกตได้ และเห็นได้

                                                              - Paracelsus


คนส่วนมากมักคิดว่า จะทำยังไง "ให้คนอื่นรัก" มากกว่า จะทำยังไง "ให้รักคนอื่น"

ผลคือ ผู้ชายจึงมักทำตัวเองให้ประสบความสำเร็จทางด้านฐานะ

ส่วนผู้หญิง ก็คือ ทำตัวเองให้สวย หุ่นดี และแต่งตัว

ทั้งหมดนี้ เพื่อให้ตัวเองดูน่าสนใจ

ปัญหาก็คือ เรามองความรัก แบบเดียวกับที่เรามอง วัตถุ ...


        อาจารย์ประมวล เพ็งจันทร์ ให้ความเห็นเหมือน Erich Fromm 

        อาจเป็นเพราะปัจจุบันเราอยู่ใน ‘สังคมตลาด’ ที่มีการแลกเปลี่ยนกันตลอดเวลา สิ่งนั้นจะต้องมีค่าในสายตาของสังคม มันได้หล่อหลอมให้เราอยู่ในสังคมที่แม้กระทั่งคนรักก็มีการต่อรองจากกันและกัน ว่าทำไมเขาถึงทำแบบนี้ ไม่ทำแบบนั้น ก็ทำให้เราผิดหวัง มันเป็นความคิดที่ตั้งอยู่บนความรู้สึกว่าเราต้องได้รับอะไรจากใคร สุดท้ายเราจึงไม่สามารถสัมผัสความรักที่แท้จริงได้เลย

        เราแสวงว่าคู่ชีวิต แบบเดียวกับที่แสวงหาเครื่องมือเครื่องใช้ในชีวิต เขาต้องมาสนองตอบความอยากหรือความต้องการของเรา ถ้าใช้ไม่ได้ก็ .. ทิ้ง แล้วก็ซื้อใหม่!

        แต่คู่ชีวิต เราต้องตั้งความปรารถนาใหม่ ไม่ใช่ว่า เราจะมีคู่ชีวิตที่ดี แต่ เราจะเป็นคู่ชีวิตที่ดี เราจะใช้คู่ชีวิตนี้ ให้เราเป็นคู่ชีวิตที่ดี ทุกครั้งเราจะไม่ตำหนิติโทษคนอื่น แต่เราจะหันกลับมามองตนเองว่า เราขาดพร่องอะไรไปบ้าง

        เราไม่สามารถบอกได้ว่า เขามีความรักให้เราไหม แต่เราสามารถบอกได้ว่า เรามีความรักให้ และคล้ายๆคำสอนหลวงพ่อ ถ้าเรามีความรู้สึกตำหนิคนอื่น นั่นแปลว่า เรายังดีไม่มากพอ

...


        ความเท่าเทียม ไม่ได้แปลว่า เหมือนกัน แต่มันแปลว่า ลักษณะเฉพาะ เราต้องเข้าใจว่าคนเราทุกคนย่อมแตกต่างกัน นึกถึงคำพูดของ Kahlil Gibran

        No human relation gives one possession in another—every two souls are absolutely different.


        ความรัก คือ การให้ ไม่ใช่ การได้ และไม่ใช่การแลกเปลี่ยน ให้ในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงสิ่งของ แต่หมายถึง การให้ความเข้าใจ ให้ความสุขสบายใจ ให้ความสนใจ ความเอาใจใส่ ความรับผิดชอบ ความเคารพ ให้ความรู้ อะไรก็ตามที่เกี่ยวกับความเป็นไปของชีวิต


วันพุธที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2563

ความคิดที่ 13 : ความสัมพันธ์

สนใจศึกษาหาคำตอบว่า อะไรทำให้คนเรามีความสุข? โดยติดตามศึกษากลุ่มตัวอย่างแบบต่อเนื่องตลอดชีวิต ตั้งแต่หนุ่มจนแก่โดยเริ่มตั้งแต่ปีพ.ศ. 2481 หรือใช้เวลาราว 80 ปี และพบว่าความมั่งคั่งร่ำรวย สถานะทางสังคม ซึ่งรวมถึงการได้รับการนับหน้าถือตา รวมทั้งตำแหน่งหน้าที่การงานที่ดีนั้น ไม่ใช่สิ่งจำเป็นที่ทำให้เกิดความสุขและสุขภาพที่ดีเสมอไป

อาจารย์ Robert Waldinger ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวชที่คณะแพทยศาสตร์ของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ชี้ว่า สิ่งที่ได้พบจากการศึกษา คือความสัมพันธ์ที่เรามีกับคนอื่นรอบตัวนั้น ส่งผลต่อสุขภาพและความสุขในชีวิตของเรา และการมีความสัมพันธ์ที่ดีมีคุณภาพกับคนอื่นนี้ ไม่จำกัดเฉพาะกับคู่สมรสเท่านั้น แต่ยังรวมถึงกับเพื่อน ผู้ร่วมงาน และสมาชิกในครอบครัวด้วย


โดยความสัมพันธ์ที่ว่านี้ไม่จำเป็นจะต้องเป็นความสัมพันธ์แบบอารมณ์รักหรือกับคนต่างเพศ แต่อาจเป็นความสัมพันธ์กับใครก็ตามในลักษณะที่ทำให้เรารู้สึกสบายใจ สามารถไว้เนื้อเชื่อใจ และพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันได้

ความคิดที่ 12 : ความหมายของชีวิต

ความหมาย คือ สิ่งที่ทำให้ชีวิตเรามีคุณค่า
สิ่งที่เราให้ความสำคัญนี้ ย่อมมีผลต่อการคิด การมอง และการใช้ชีวิต

เช่น อยู่เพื่อสะสมบุญบารมี ก็จะดำเนินชีวิตในแบบที่เน้นความสุขสงบทางใจ มากกว่าการเก็บความแค้นเคืองไว้ในใจ

ดังคำกล่าวที่ว่า "ปราศจากการปล่อยวาง เราจะเป็นนักโทษ" เมื่อปล่อยวางได้ง่ายเท่าไร ก็จะมีอิสรภาพทางใจได้มากขึ้นเท่านั้น

วันจันทร์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2559

ความคิดที่ 11 : ทางแยก


จริงๆแล้ว ชีวิตคนเราควรจะไป 'ไกล' ขนาดไหน



ตราบใดที่ยังทำงานในบริษัท แน่นอนว่า บริษัทก็ต้องการให้พนักงานเติบโตไปในตำแหน่งที่สูงขึ้น

และมันก็ต้องแลกมาด้วย 'เวลา' ของชีวิต


แต่ถ้าสิ่งนั้น ไม่ใช่จุดมุ่งหมายในชีวิตของเรา


ถ้าหากสิ่งที่เราปรารถนา คือการได้กลับไปใช้ชีวิตกับครอบครัว ได้ทำอะไรหลายๆอย่างเพื่อคนที่รักเรา

และสิ่งที่เราปรารถนามากที่สุดในชีวิต คือการได้ศึกษาพระธรรม และช่วยเผยแผ่พระพุทธศาสนาต่อไป



เราควรจะตัดสินใจอย่างไร...?


วันจันทร์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2559

ความคิดที่ 10 : เพื่อคนที่รัก



การไปเที่ยวปราณบุรีครั้งนี้ เปลี่ยนความคิดของฉันไป


หลังจากที่ฉันได้เห็นข้อความที่แม่ส่งมาให้


"สนุกดี"              

                        "ชอบๆ"

"ประทับใจดี"  


ความสุขก็เกิดขึ้นในใจฉัน



ฉันไปเที่ยวคนเดียวมาตั้งมากมาย ทั้งในประเทศและต่างประเทศ

แต่ไม่มีการเที่ยวครั้งไหน ที่ทำให้ฉันอิ่มใจได้ขนาดนี้


เป็นความรู้สึกดี ที่การเที่ยวครั้งนี้ ได้มอบความสุขให้กับคนที่ฉันรัก...และรักฉัน



วันจันทร์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2559

ความคิดที่ 9 : พุทธศาสน์ / วิทยาศาสตร์


ความจริงไม่เคยเห็นด้วยกับประโยคนี้ ตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้ยินเลยด้วยซ้ำว่า


พุทธศาสนาเป็นวิทยาศาสตร์


มันไม่ใช่สิ่งที่จะนำมาเปรียบเทียบกันได้เลย เพราะวิทยาศาสตร์นั้นไม่ได้เศษเสี้ยวของพุทธศาสนาเลย


จุดมุ่งหมายของพุทธศาสนา เป็นไปเพื่อความหลุดพ้น 

แล้วจุดมุ่งหมายของวิทยาศาสตร์คืออะไร?



การศึกษาพระพุทธศาสนา ต้องเริ่มที่ศรัทธา
การปฏิบัติ ต้องทำด้วยกายและใจ
การได้มรรคผล ต้องมีจิตบริสุทธิ์


แต่วิทยาศาสตร์ไม่ต้อง



หากจะบอกว่าเป็นวิทยาศาสตร์ เพราะทดลองได้ พิสูจน์ได้

ความรู้ในพุทธศาสนาที่ละเอียดและลึกซึ้งนี้ แม้แต่ละบุคคลก็รู้ได้ไม่เท่ากัน
ซึ่งแน่นอนว่าไม่ได้ได้มาด้วยการทดลอง


เพราะถ้าเป็นอย่างนั้นแล้ว ทุกคนก็น่าจะได้ผลการทดลองเท่ากัน และบอกให้ผู้อื่นมาดูก็พอ?


วันอาทิตย์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

ความคิดที่ 8 : เป้าหมายมีจริงไหม

"กินกบตัวนั้นซะ!" น่าจะเป็นหนังสือ How to เล่มแรกๆในชีวิตของฉัน


 สิ่งที่ฉันจำได้และทำตามจากหนังสือเล่มนี้ คือ การเริ่มตั้งเป้าหมายในชีวิต


เป้าหมายตอนนั้น ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าการตั้งใจเรียนและสอบเข้ามหาวิทยาลัย


หลังจากนั้้น เป้าหมายในชีวิตก็เริ่มกลืนหายไปกับการเป็นพนักงานบริษัทคนหนึ่ง





จนกระทั่ง...     ฉันได้สนทนากับพี่ร่วมงานในบริษัท


คำพูดของเขาทำให้ฉันฉุกคิด เขาพูดว่า


"ก็ทำงานไป อยู่แบบนี้ไปเรื่อยๆ"



ฉันต้องการชีวิตแบบนั้นจริงๆหรือ ?


ความทะเยอทะยานในตัวฉันบอกว่า ไม่ใช่








ฉันรู้ดีว่า ฉันไม่ใช่คนที่จะยอมหยุดนิ่ง


จากเด็กต่างจังหวัด ที่ต้องย้ายโรงเรียนบ่อยครั้ง แม้จะไม่ได้เรียนโรงเรียนประถมที่ดังที่สุด แต่ฉันก็สอบเข้าโรงเรียนมัธยมที่ดีได้ และฉันก็สอบเข้ามหาวิทยาลัยที่ดีได้ และฉันก็ไปเรียนต่างประเทศได้ และฉันก็เข้าทำงานบริษัทชั้นแนวหน้าได้






ฉันเริ่มนึกถึงหนังสือเล่มนั้นอีกครั้ง


แต่ตอนนี้ คำถามไม่ใช่ เป้าหมายของฉันคืออะไร


แต่มันเป็น เป้าหมายของฉันควรจะไปได้ไกลขนาดไหน




ฉันมี เป้าหมายแล้ว

ฉันลองถามตัวเองว่า

แล้วมันจะไปไกลกว่านั้นได้อีกไหม

และลองถามอีกครั้งว่า

แล้วมันจะไปไกลกว่านั้นได้อีกไหม





ตอนนี้ฉันเห็นด้วยแล้วว่า  




ชีวิตที่มีเป้าหมาย มันจะช่วย ไม่ให้ฉัน"อยู่แบบนี้ไปเรื่อยๆ"




วันอังคารที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2558

ความคิดที่ 7 : อาชีพสุจริต?

#เรามาถึงจุดนี้ได้ยังไง

จุดที่เบอร์โทรศัพท์ของประกัน สินเชื่อ และบัตรเครดิต กลายเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจ


คำพูดที่กลับกลอก ตลบแตลง ตอแหล สามารถทำออกมาได้อย่างมักง่าย

หรือนายหน้า ที่มองไม่เห็นข้อเสียใดๆของอสังหา ที่ตนกำลังเสนอขายนั้นได้อย่างไม่จริงใจ


น่าสงสัยว่าเราก้าวเข้ามาสู่สังคมแห่งความหลอกลวงแบบย่อมได้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?

วันอาทิตย์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ความคิดที่ 6 : อายุยืน

ฉันมักจะพบเห็นคนกล่าวว่า ชีวิตคนเรามันสั้นนัก

   แต่ ฉันกลับไม่เคยคิดอย่างนั้นเลย


ฉันว่า ชีวิตนี้ มันยาวนานเกินไปต่างหาก



ลองคิดดูซิ

  ร่างกายมนุษย์อยู่ในช่วงเจริญเติบโต ตั้งแต่เกิดจนร่างกายเจริญเติบโตเต็มที่ ตีอายุประมาณ 20 ปี
  ช่วงนี้ร่างกายจะแข็งแรง เปล่งปลั่ง ระบบในร่างกายยังทำงานได้ดี ปรับตัวได้ง่าย

  ส่วนอายุขัยเฉลี่ย(ของคนไทย) อยู่ที่ 70 ปี

  นั่นแปลว่า เราต้องใช้ชีวิตอยู่ในช่วงร่างกายทรุดโทรมลงถึง 50 ปี

  ช่วงนี้ร่างกายจะเริ่มไม่เก่งเหมือนก่อน

  เราจะได้อยู่กับระบบเผาผลาญที่ทำงานได้น้อยลง ความยืดหยุ่นของร่างกายที่ลดลง และอื่นๆที่จะตามมา


50 ปีแบบนี้ มันสั้นไปอย่างนั้นหรือ

วันอาทิตย์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2558

ความคิดที่ 5 : พื้นที่ส่วนตัว

สปอตโฆษณาเดิมๆฉายซ้ำแล้วซ้ำเล่าบนรถไฟฟ้าบีทีเอส...

ป้ายโฆษณาที่แสดงอย่างเกลื่อนกลาดตั้งแต่บนทางเดินไปจนถึงบนทางด่วน...

 
หากการได้รับรู้อะไรบางอย่างติดต่อกันซ้ำๆจะทำให้ความเชื่อและพฤติกรรมของคนเราเปลี่ยนไป (เหมือนที่นักจิตวิทยาได้ทดลองเรื่องการให้อาหารกับสุนัขตัวหนึ่ง)

 
การที่เราต้องได้เห็นหรือได้ยินโฆษณาอย่างไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธนี้ แล้วค่อยๆเปลี่ยนค่านิยมของคนในสังคมเพื่อการตลาด

มันกำลังรุกรานพื้นที่ส่วนตัวของเราหรือเปล่า?


ความคิดที่ 4 : นิยามคำว่า "สวย"

“อย่าโลกสวยไปหน่อยเลย”


คำพูดที่พบเห็นได้บ่อยๆในกระทู้รักๆใคร่ๆ ว่าทำไมฝ่ายชายไม่มองข้ามเรื่องรูปร่างหน้าตาของฝ่ายหญิง แล้วมามองกันที่นิสัยใจคอ


เรื่องแบบนี้ดูจะไม่ใช่สิ่งที่เพิ่งเกิด


ในยุคสมัยโรมัน ผู้หญิงที่มีรูปร่างอวบอิ่ม แสดงถึงการเป็นมีร่างกายที่สมบูรณ์ รูปร่างแบบนี้จึงเป็นที่นิยมดังที่สะท้อนออกมาในภาพวาด และงานศิลปะ

ในแผ่นดินจีนเมื่อประมาณ 1,000 ปีก่อน ความงามถูกประเมินกันด้วยขนาดเท้าที่ยิ่งเล็กก็ยิ่งสวย แม้ว่าการทำแบบนี้จะทำให้เดินเหินด้วยความยากลำบาก แต่กลับกลายเป็นกระแสนิยมในยุคนั้น โดยเชื่อกันว่าจุดเริ่มต้นของสิ่งนี้ คือเพื่อป้องกันเหล่าสนมนางกำนัลของฮ่องเต้หลบหนีไปได้!

ในซีกโลกตะวันตก ผิวสีแทนบ่งบอกถึงความเป็นเศรษฐี เพราะคนมีฐานะสามารถที่จะออกไปอาบแดดได้ ไม่ต้องทำงานในออฟฟิศ และปัจจุบันผิวสีแทนหมายถึงการมีสุขภาพดี


อ่านแล้วชวนให้นึกถึงคำว่า อุปาทานหมู่


และมันก็คงเป็นอุปาทานหมู่อีกเช่นกัน ที่ฝ่ายชายจะเลือกฝ่ายหญิงที่มีรูปร่างหน้าตาไปตามอุปาทานหมู่ในช่วงเวลานั้นๆ